ค้นหา
  • Voyage to the Source

Bonding Pattern: พันธนาการแห่งเรา

อัพเดตเมื่อ: เม.ย. 26

Bonding Pattern ของศาสตร์ Voice Dialogue แปลจากบทความ Making Relationships Work for You โดย Hal Stone, Ph.D. & Sidra Stone, Ph.D. (ผู้คิดค้น Voice Dialogue)

มันมีหลายหลายตัวตนในตัวเรามากกว่าที่คุณคิดจินตนาการไว้ และในความสัมพันธ์มันจะสอนให้รู้ว่าจริงๆแล้วเราเป็นใคร ยังช่วยให้เรามีตัวเลือกที่มากขึ้นและใช้ชีวิตได้อย่างเต็มสมบูรณ์พร้อมไปกับความตื่นเต้นเร้าใจอย่างที่คุณไม่เคยคิดฝันมาก่อน


แต่ต้องให้เรามองไปยังตัวเราเองและความสัมพันธ์ของเราในมุมมองใหม่ หมายความว่าเราไม่ได้คิดว่าตัวเรามีเพียงหนึ่ง (unitary being) แต่ถูกสร้างมาจากหลากหลายตัวตน (many selves) เมื่อมองด้วยมุมมองใหม่เช่นนี้ ชีวิตจะเต็มไปด้วยความเป็นไปได้ และความสัมพันธ์จะเป็นเส้นทางสู่การตระหนักรู้ในความเป็นไปได้นี้


มาดูกันว่ามันทำงานอย่างไร


Our Selves (ตัวตนที่มากกว่าหนึ่ง)

เมื่อเราเกิดเรามาพร้อมกับตัวตนอันหลากหลาย แต่เมื่อเราเติบโตในครอบครัวและในสถานที่แห่งใดก็ตาม ตัวตนบางตัวตนจะขึ้นมาเป็นตัวตนหลักในบุคลิกภาพของเรา เราเรียกมันว่า (Primary Selves) และตัวตนที่เหลือจะถูกถีบเอาไว้ข้างทาง เราเรียกมันว่า (Disowned Selves) ทั้ง Primary และ Disowned Selves นี้จะแตกต่างไปในแต่ละบุคคล ขึั้นกับส่วนผสมจากทั้งพันธุกรรมและสิ่งแวดล้อมที่เขาเติบโตขึ้นมา


บางคนก็เติบโตมาอย่างมีความรับผิดชอบสูงและบางคนก็มีความรับผิดชอบต่ำ บางคนก็แสวงหาความสมบูรณ์แบบ (Perfectionist) แต่บางคนก็สบายๆ (Relax) บางคนก็เป็นห่วงว่าคนอื่นจะคิดอย่างไรแต่บางคนก็ไม่ค่อยสนใจผู้อื่น บางคนทำงานหนักตลอดเวลาและไม่หาเวลาหยุดพักแต่บางคนรู้วิธีที่จะพักผ่อน บางคนชอบวิพากษ์วิจารณ์ตัวเองแต่บางคนก็วิจารณ์คนอื่นไปหมด บางคนก็ใช้ความคิดเป็นตัวนำขณะที่บางคนก็ใช้ความรู้สึกนำชีวิต ความแตกต่างแบบนี้มีอยู่ทั่วไป


พวกเราทุกคนมีทั้งกลุ่มของ Primary Selves และ Disowned Selves โดย Primary Selves คือต้นทุนชึวิตของเราหรืออธิบายว่าเราเป็นใครในโลกใบนี้ ส่วน Disowned Selves เป็นตัวแทนของศักยภาพที่ยังไม่ถูกปลดปล่อย


Our Relationships (ในความสัมพันธ์)

เมื่อเราจำกัดความเป็นไปได้ของเราลงโดยพัฒนากลุ่มของ Primary Selves จำนวนหนึ่งขึ้นมาแล้วละทิ้งส่วนที่เหลือไป ดังนั้นเมื่ออยู่ในความสัมพันธ์นั้นเราก็จำกัดเพียงไม่กี่ด้านเท่านั้นที่ปฏิสัมพันธ์กับผู้อื่น เมื่อมีแค่บางตัวตนเท่านั้นที่ควบคุม (take over) และจัดการเรื่องความสัมพันธ์อยู่ ทางเลือกอันเล็กน้อยนี้ทำให้เรามีพฤติกรรมอัตโนมัติบางอย่าง จนเราคิดว่ามันคือค่าตั้งต้น (default setting) ในความสัมพันธ์


อย่างแรกที่ต้องปรับเปลี่ยนเมื่อมองในด้านความสัมพันธ์นั่นคือต้องตระหนักว่าความสัมพันธ์เป็นความสัมพันธ์ของกลุ่มของตัวตนต่างๆ (groups of selves) ไม่ใช่แค่ความสัมพันธ์ของคนสองคน เมื่อค่าตั้งต้นนี้ควบคุมเราอยู่มันจึงทำให้เกิดกับดักในความสัมพันธ์ และเจ้ากับดักนี้มันก็รบกวนจนเราอยู่ไม่เป็นสุขเอาเสียเลยทีเดียว เราเรียกค่าตั้งต้นนี้ว่า Bonding pattern (พันธนาการแห่งเรา)


Bonding Patterns-The Default setting in Relationship

ค่าตั้งต้นในความสัมพันธ์นี้มันเป็นธรรมชาติที่โปรแกรมเรามาตั้งแต่เกิด เป็นธรรมดาอยู่แล้วที่ทารกจะผูกพันกับแม่และแม่ก็ผูกพันกับลูก มันคือการหล่อเลี้ยงกันโดยมีทั้งการให้และการรับ ถ้าเด็กไม่รู้สึกผูกพันโดยได้รับอาหารจากแม่และถ้าแม่ก็ไม่ได้รู้สึกดีในการให้อาหารแก่ลูกด้วยเสียแล้ว หรือไม่มี bonding กันเสียแล้ว มันจะเกิดปัญหาอย่างแน่นอน ถ้าปราศจากพันธนาการแห่งพ่อแม่ลูก (parent/child bonding) เสียแล้วทารกก็ไม่อาจมีชีวิตต่อไปได้


พวกเราไม่ได้เป็นทารกตลอดไป แต่ค่าตั้งต้นนี้ยังคงอยู่ ถึงแม้ว่ามันไม่ได้เป็นประโยชน์ต่อไปอีกแล้ว และถ้าเราสังเกตให้ดีเราจะพบว่าเราสัมพันธ์กับผู้อื่นในรูปแบบพ่อแม่ลูกนี้เหมือนกัน พ่อหรือแม่ในตัวเราจะสัมพันธ์กับลูกในตัวอีกคน และในทางกลับกันตัวตนความเป็นลูกในตัวเราก็สัมพันธ์กับความเป็นพ่อแม่ในตัวอีกคนด้วยเช่นกัน เรื่องนี้มันเป็นเรื่องธรรมชาติและธรรมดาสามัญมากแต่หลายๆ คนสิ่งนี้ก็รบกวนเขาอยู่ ดังตัวอย่างคลาสสิคดังนี้


แมรี่เป็นคนที่ใช้ความรู้สึกนำ และมีแนวโน้มลักษณนิสัยเป็นแบบผู้ดูแล (caretaker) ตัวตนผู้ดูแลของเธอนี้กำลังเข้าไปดูแลจอห์นที่ไม่ค่อยชอบบอกความต้องการออกมาซักเท่าไร เมื่อเธอใช้ค่าตั้งต้นในการเป็นผู้ดูแลนี้เข้าควบคุม เธอจะดูแลจอห์นจนเธอไม่สนใจที่จะดูแลตัวเธอเอง และโดยไม่รู้ตัวบทบาทที่เธอสวมอยู่นี้ทำให้เธอมีมุมมองที่ไม่เปลี่ยนแปลงเวลาเธอมองไปที่จอห์น เมื่อสิ่งนี้เกิดขึ้นค่าตั้งต้นของฝั่งจอห์นก็เข้าควบคุมบ้าง โดยที่เขาไม่รู้ตัวเช่นเดียวกับเธอ เขากลายเป็นนักคิดและนักวางแผนในความสัมพันธ์ บทบาทของเขาคือพ่อผู้รับผิดชอบ อดทน และจัดการกับสิ่งต่างๆ และด้วยบทบาทนี้ก็ทำให้เขามีมุมมองที่ไม่เปลี่ยนแปลงเวลาที่เขามองไปที่แมรี่เช่นกัน


เมื่อเราดู bonding pattern นี้เราจะพบว่าด้านความเป็นแม่ของแมรี่จะดูแลด้านที่เป็นลูกของจอห์น และด้านที่เป็นพ่อของจอห์นก็ดูแลด้านความเป็นลูกสาวของแมรี่ด้วย ผลก็คือจอห์นก็ไม่อาจรับรู้ด้านอารมณ์ความรู้สึกของเขาเองได้ และแมรี่ก็ไม่ค่อยได้ใช้ความคิด(สมอง)ซักเท่าไร


ฺBeyond the Bonding Patterns

ถ้าคิดว่ามันคือค่าตั้งต้น (default setting) ในคอมพิวเตอร์ คุณยังสามารถใช้ค่าตั้งต้นนี้ได้ แต่ตอนนี้คุณมีทางเลือกอื่นแล้ว คุณสามารถปรับเปลี่ยนรายละเอียดต่างๆในความสัมพันธ์ได้เหมือนกับที่คุณสามารถเซทค่าใหม่ในเครื่องคอมพิวเตอร์ให้เหมาะสมกับการใช้งานของคุณได้


กลับไปที่แมรี่เธอสามารถเคลื่อนไปให้เหนือกว่า bonding pattern ได้เพราะเธอมีทางเลือกแล้ว แทนที่เธอจะดูแลด้านอารมณ์ความรู้สึกของจอห์นแล้วเธอยังสามารถดูแลความต้องการด้านอารมณ์ความรู้สึกของเธอเองควบคู่กันไปด้วยได้ เธอยังสามารถมองเห็นว่าจอห์นนั้นก็แบกรับด้าน disowned self ของเธอด้วยเช่นกัน นั่นก็คือด้านการคิดวิเคราะห์ (mind) ซึ่งเธอทอดทิ้งมันไปตั้งแต่เธอยังเป็นเด็กสาวตัวน้อย เธอสามารถใช้ความสัมพันธ์ที่เธอมีกับจอห์นช่วยให้เธอเรียกคืนด้านการคิดวิเคราะห์นี้กลับมาแทนที่จะเอาด้านการคิดอ่านต่างๆของชีวิตคู่ ไปฝากไว้กับจอห์นเพียงคนเดียว เธอสามารถเข้าถึงทั้งความรู้สึกและการคิดของเธอเองได้


และจอห์นก็มีทางเลือกเช่นกัน เขายังคงรับผิดขอบในการคิดอ่านต่างๆ แต่เขาก็สามารถเริ่มที่จะถามความเห็นของแมรี่ได้ในการวางแผนในชีวิตคู่ เขาสามารถเรียนรู้ด้านอารมณ์ความรู้สึก และให้ความสำคัญกับมัน เขาสามารถใช้ความสัมพันธ์ระหว่างเขากับแมรี่เพื่อที่จะเรียกคืนด้านอารมณ์ความรู้สึกที่เขาไม่เคยรับรู้เลยว่าเขามีมันอยู่ ด้านอารมณ์ความรู้สึกที่เขาทิ้งมันไปเมื่อตอนที่เขายังเป็นเด็กชายตัวน้อย และได้พัฒนาด้านความคิดให้เป็น primary self และนี่คือการใช้ความสัมพันธ์ให้กลายเป็นครูอันยิ่งใหญ่สำหรับเขาทั้งสองคน


Positive Bonding Patterns

เมื่อตัวตนต่างๆ เกี่ยวพันกันใน bonding pattern ได้รับการปกป้องคุ้มครองทะนุถนอมจากพ่อแม่ และลูกที่ต้องการการเอาใจใส่นี้ทำให้เขาเกิดความสุขสบาย (comfort) และค่อนข้างปลอดภัย (quite safe) เราเรียกมันว่า positive bonding pattern


สิ่งนี้ไม่ได้หมายความว่ามันดีนะ มันแค่ดีพอควร เหมือนกับค่า default ในคอมพิวเตอร์ที่มันใช้งานได้ดี แต่มันก็จำกัดทางเลือกในชีวิตและไม่ได้ให้คุณและคนอื่นได้มีโอกาสของความเป็นไปได้อื่นๆ แต่สิ่งที่แย่ที่สุดคือ positive bonding pattern อันแข็งตัวเช่นนี้มันนำไปสู่ negative bonding pattern ซึ่งเชื่อว่าทุกคนรู้ว่ามันแย่แค่ไหน และเมื่อคุณพยายามที่จะแก้ไขมัน ปรากฎว่ามันไม่ได้ช่วยอะไรเลยและบางทีก็จะยิ่งทำให้อะไรๆ ดูเลวร้ายลงไปด้วยซ้ำ


เรื่องจริงก็คือตัวตนที่คุณชอบที่สุดในอีกคนและต้องการเก็บมันไว้ (อาจจะเป็น ความรับผิดชอบ การดูแลเอาใจใส่ หรือการตามใจ) จริงๆแล้วนั่นคือคุณไม่เอาไหนในเรื่องเหล่านี้เลย ตัวตนเหล่านี้ในอีกคนจึงกลายเป็นพ่อแม่ของคุณไปโดยปริยาย และเมื่อพวกมันทำหน้าที่ คุณก็เลยสูญเสียความสามารถที่จะดูแลตนเองไป และนี่คือความเปราะบาง (vulnerability) ที่แท้จริงในตัวคุณและมันคือสถานการณ์อันสั่นไหวที่ต้องการการพึ่งพิงอย่างยิ่ง และในขณะเดียวกันมันก็สร้างความรู้สึกที่ต้องรับผิดชอบต่ออีกคนหนึ่งพร้อมๆ กันไปด้วย


What happen in the Positive Bonding Pattern?

คุณตกอยู่ในข้อจำกัดอย่างถอนตัวไม่ขึ้น เหลือเพียงตัวตนพ่อแม่ลูกเท่านั้นใน positive bonding pattern ลองคิดดูว่าถ้าคุณรับเอาเด็กน้อยภายใน (Inner Child) จากคู่ของคุณ (หรือเพื่อน หรือเพื่อนร่วมงาน หรือพ่อแม่จริงๆก็ได้) มาไว้ในอ้อมอกของคุณเองและสัญญาว่าจะดูแลตลอดไป และในทางกลับกันคู่ของคุณ (หรือเพื่อน หรือเพื่อนร่วมงาน หรือพ่อแม่จริงๆก็ได้) ก็รับ Inner Child ของคุณไปไว้ในอ้อมอกของเขาและสัญญาว่าจะดูแลไปตลอดเช่นกัน ผลก็คือคุณทั้งคู่จะเข้าถึง Inner Child ของคุณผ่านอีกคนเท่านั้น ซึ่งมันมีทั้งด้านที่ดีและไม่ดี ด้านที่ดีคือคุณปกป้อง รัก และดูแลอีกคนหนึ่ง ด้านที่ไม่ดีคือคุณลืมวิธีที่จะดูแลตัวเองและกลายเป็นการพึ่งพิงโดยสิ้นเชิง (และในบางระดับก็เป็นความรับผิดชอบ) กับอีกคนหนึ่งไป


ยังมีสิ่งที่ยากอยู่อีกคือคุณไม่อาจเสี่ยงที่จะตัดขาดดุลยภาพอันบอบบาง (delicate balance) นี้ได้ เพราะเหตุนี้คุณจึงไม่กล้าพูดหรือทำอะไรที่จะทำให้อีกคนอารมณ์เสีย นั่นทำให้เราพูดกันน้อยลงเรื่อยๆ การตอบสนองด้านอารมณ์ความรู้สึกต่อกันทั้งหลายแหล่กลับดำดิ่งสู่เบื้องล่างและกลายเป็นการตัดสินอันเงียบงัน (silent judgement) และบางทีกรณีที่แย่ที่สุดคือคุณลืมว่าคุณคือใครและอะไรสำคัญที่สุดในชีวิตของคุณ


จะรู้ได้อย่างไรว่าอยู่ใน positive bonding pattern?


ความสัมพันธ์ที่เหมือน “ขาดอากาศ”(airless) ซึ่งไม่ถึงกับทำให้หายใจไม่ออกแต่ขาดอากาศในที่นี้เหมือนกับอยู่ในห้องที่ปิดกระจกทุกบาน เป็นความสัมพันธ์ที่ต้องใช้ความพยายาม (less spontaneous) ทุกอย่างดูเหมือนจะถูกทำนายไว้หมดแล้ว


กิจกรรมทางเพศห่างหายไป ลดลง หรือไม่ก็ไร้ซึ่งความเร้าใจ และถูกทำให้กลายเป็นหน้าที่ (อันนี้กรณีของคู่รัก)


คุณรู้สึกเข้มแข็ง สามารถดูแลเรื่องสำคัญๆได้ คุณค่อนข้างมีความสามารถ คุณเห็นความไม่ประสีประสาและมองเห็นความต้องการจากคู่ของคุณได้


มีเรื่องคุยกันน้อยลงเรื่อยๆ และมีหัวข้อที่ต้องระมัดระวังมากขึ้นเรื่อยๆ


คุณพบว่าคุณต้องปรับตัวให้เข้ากับอีกคนหนึ่ง


คุณจำไม่ได้แล้วว่าคุณชอบอะไร คุณมีปัญหาที่จะจดจำว่าอะไรที่ทำให้คุณพอใจ อะไรที่คุณชอบทำ


คุณลืมไปแล้วว่าอะไรที่คู่ของคุณทำแล้วรบกวนจิตใจของคุณ


คุณไม่ตอบสนองและแชร์ความรู้สึกจริงๆ (ถึงคุณจะรู้สึก) เพราะคุณกลัวว่ามันจะไปทำร้ายอีกคนเข้า หรือมันจะทำให้ความสัมพันธ์อันดีที่สมบูรณ์แบบมีอันต้องขาดสะบั้นลง


คุณพบว่าตัวคุณเองเริ่มถูกดึงดูด (หรือกรณีมีคู่คือคุณอยากมีรักแบบแฟนตาซี) จากบุคคลอื่นที่อยู่นอกเหนือจากความสัมพันธ์ของคุณ


คุณจะเป็นอิสระจาก positive bonding pattern ได้อย่างไร?


คุณจะเป็นอิสระจาก positive bonding pattern นี้และพัฒนาความสัมพันธ์ที่มีความสนิทสนมที่แท้จริง (truly intimate relationship) ได้โดยการยอมรับว่าคุณคือใคร สิ่งนี้ต้องใช้เวลาและต้องค่อยๆพัฒนาขึ้นทีละเล็กละน้อย แนวทางดังต่อไปนี้น่าจะพอช่วยคุณได้บ้าง


กลับไปรับผิดชอบชีวิตตัวเอง ในด้านอารมณ์ ความต้องการ ความรู้สึก และอาณาเขตความสัมพันธ์ (boundaries) เรียนรู้ที่จะดูแลตนเอง


ลองถามตัวเองในคำถามเหล่านี้เพื่อค้นหาอาณาเขตที่หายไป

“ฉันกำลังทำอะไรที่ฉันไม่ต้องการอยู่หรือเปล่า?”

“ฉันไม่ได้ทำอะไรที่ฉันต้องการอยู่หรือเปล่า?”


เรียนรู้ที่จะตอบสนอง (ความรู้สึกและความคิด) กับผู้อื่น


และเรียนรู้ที่จะสร้างอาณาเขต (boundaries) โดยการกล่าวว่า "ใช่" หรือ "ไม่" ได้อย่างเหมาะสม


Negative Bonding Patterns

ทุกคนรู้จักกับ negative bonding pattern คุณอาจไม่เคยรู้ว่ามันถูกเรียกเช่นนี้ แต่คุณรู้ว่ามันรู้สึกอย่างไร มันคือความรู้สึกที่แย่มาก (absolutely dreadful!) มันเกิดขึ้นเมื่อคุณรู้สึกว่าทุกอย่างมันไม่เวิร์คเอาเสียเลยในความสัมพันธ์


ตรงข้ามกับ positive bonding pattern คือคุณถูกจับไว้ในความสัมพันธ์พ่อแม่ลูกที่อึดอัดใจ ตัวตนต่างๆที่เกี่ยวพันกับ negative bonding pattern นี้คือ โกรธ ปฏิเสธ ตัดสิน หรือถอนตัวจากตัวตนความเป็นพ่อแม่ และทำให้ตัวตนลูกรู้สึกเจ็บปวด ดื้อรั้น กลัว และถูกทอดทิ้ง


ไม่มีอะไรบอกสิ่งนี้ได้ มันแค่รู้สึกแย่ (feel bad) ใน negative bonding pattern คุณจะคิดว่า “ฉันรู้แล้ว!ว่าผู้ชาย (ผู้หญิง) ก็อย่างนี้ล่ะ” หรือ “ฉันไม่มีความสัมพันธ์ที่ดีเลย” หรือ “ความสัมพันธ์หรือเป็นไปไม่ได้หรอก ฉันยอมแพ้แล้ว!”


คุณรู้สึกว่าถูกเข้าใจผิด ถูกเอาเปรียบ หมดหวัง โดดเดี่ยว และไร้ซึ่งอำนาจ หรือไม่คุณก็จะรู้สึกว่าถูกตัดสินจากคู่ของคุณ คุณตกอยู่ในกับดักของสถานการณ์ที่ไม่มีทางออก พยายามที่จะทำให้ทุกอย่างดีขึ้นกับคนที่ไม่เคยได้ยินเสียงของคุณเลย คนที่เข้าใจคุณผิดๆ คนที่ตอบสนองอย่างผิดที่ผิดทางไปซะหมด คนที่ทำร้ายคุณ และโชคไม่ดีเอาเสียเลยเขาคนนั้นดูจะมีอำนาจเหนือในความสัมพันธ์นี้ และสิ่งที่น่าตกใจที่สุดคือคู่ของคุณก็รู้สึกเช่นเดียวกับคุณด้วยเหมือนกัน


ยิ่งคุณแก้ไขเรื่องนี้หนักหน่วงขึ้นเท่าใด มันกลับยิ่งทำให้แย่ลงหนักขึ้นตามไปด้วย นั่นเพราะตัวตนเหล่านั้นมันติดอยู่ใน bonding pattern ที่คุณพยายามจะออกจากมัน และคุณก็เป็นส่วนหนึ่งของปัญหาด้วย


และที่เลวร้ายที่สุดคือ negative bonding pattern นี้มันจะเจริญรอยตามมาจาก positive bonding pattern คุณจะกลับกลายจาก ความเชื่อใจ ความสะดวกสบาย และความปลอดภัยจาก positive bonding pattern ไปสู่การถูกทรยศหักหลัง (betray) มันเหมือนกับที่คุณกำลังนั่งอาบน้ำอุ่นสบายๆอยู่แล้วมีใครก็ไม่รู้เข้ามาแล้วราดคุณด้วยน้ำเย็นผสมน้ำแข็งเหนือหัวคุณ


คุณูปการของ Negative Bonding Pattern


เชื่อหรือไม่ว่า negative bonding pattern นี้คือครูที่ยิ่งใหญ่ มีสามสิ่งที่เป็นบทเรียนสำคัญให้เราได้เรียนรู้


ในกรณีที่คุณไม่ได้รับการดูแลตัวเอง? คุณต้องเรียนรู้ที่จะดูแลตัวเอง


เมื่อคุณมองข้ามความเปราะบาง ความรู้สึก และความต้องการของคุณแล้วคุณต้องสร้างตารางเวลาและสมดุลให้กับสิ่งทีทำให้คุณพอใจอย่างแท้จริง ต้องสร้างอาณาเขต กล้าเรียกร้องสิ่งที่คุณต้องการ ดูแลสิ่งที่ควรจะเป็นของคุณ พัฒนาชีวิตด้านจิตวิญญาณ ฯลฯ


ตัวตนใดที่ฉันเคยละทิ้งมันไป ฉันต้องเรียกมันกลับมาเพื่อให้เกิดความสมบูรณ์มากขึ้น? คุณต้องเรียกคืนตัวตนเหล่านั้นกลับมาที่คุณทำหายไประหว่างช่วงชีวิตที่ผ่านมา


ทุกๆคนล้วนทำบางสิ่งบางอย่างตกหายไป อย่างตัวตนเช่น นักคิด การดูแลตนเอง การเล่น ความรู้สึก พลังอำนาจ สร้างสรรค์ ทางเพศ จิตวิญญาณ ทั้งที่สมบูรณ์แบบ และทั้งที่ไม่สมบูรณ์แบบ ตัวตนที่คุณตัดสิน(หรือคิดว่ามันสูงส่งเกินตัวไป)นั่นคือตัวตนที่ที่คุณต้องเรียกมันคืนกลับมา


อะไรจะเกิดขึ้นกับฉัน ฉันจะกลายเป็นใครเมื่อชีวิตและความสัมพันธ์ของฉันมันทำงานอย่างไม่ราบรื่นเสียแล้ว? คุณต้องเรียนรู้ที่จะ “โปรแกรมความสัมพันธ์เสียใหม่”


จนเมื่อคุณเริ่มที่จะเปลี่ยนแปลง default setting ในความสัมพันธ์ของคุณแล้ว เพราะมันทำให้คุณไม่สนใจที่จะดูแลตนเอง เป็นเพราะ negative bonding pattern ปลุกคุณให้ตื่นขึ้น มันมอบโอกาสให้คุณได้เรียนรู้เกี่ยวกับตัวตนและให้คุณได้ตั้งโปรแกรมใหม่ๆ ในการจัดการกับชีวิตต่อไป


คุณเรียนรู้อะไรจากแบบแผนของ Negative Bonding Pattern?

ตัวตนชนิดใดที่คุณตัดสินคนอื่น หรือตัวตนใดที่คุณชอบน้อยที่สุด นั่นคือสิ่งสำคัญที่จะสอนคุณ มันคือ disowned self ของคุณ มันเป็นส่วนหนึ่งของคุณที่หายไประหว่างทางที่คุณพัฒนา Primary Self (ที่บอกว่าคุณคือใครในโลกใบนี้) ถ้าคุณใช้โอกาสนี้ที่จะเรียกคืนตัวตนนี้ (ไม่ได้หมายความว่าให้กลายเป็นมันนะ) คุณจะได้เพิ่มสิ่งใหม่เข้ามาที่ใช้งานได้และเพิ่มด้านสีสรรให้กับบุคลิกภาพของคุณ


ตัวอย่างเช่น ถ้า primary self ของคุณคือผู้สมบูรณ์แบบ (Perfectionist) หรือ ผู้ประสบความสำเร็จสูง (High Achiever) คู่ของคุณก็ดูเหมือนจะไม่เคยทำอะไรได้ดั่งใจคุณเลย ถ้าคุณลองจัดลำดับความสำคัญดูและลองยอมให้อะไรที่คนอื่นทำมันออกมาแค่ดีพอใช้ (good enough) ดู ไม่ต้องให้ทุกอย่างสมบูรณ์แบบ มันน่าจะช่วยคนอื่นๆ ได้มากแล้ว ถึงแม้มันจะไม่ถึงมาตรฐานของคุณก็ตาม


การทำเช่นนี้จะทำให้ตัวตนผ่อนคลายของคู่ของคุณ มาสู่ตัวคุณได้ มันแค่เข้ามาสู่ตัวคุณเพียงนิดหน่อยเท่านั้น คุณไม่ได้กลายเป็นคนขี้เกียจไเลยหรอกนะ คุณแค่มีทางเลือกมากขึ้น โดยคุณไม่จำเป็นต้องเป็นที่หนึ่งในชั้นเรียนและในชีวิตตลอดเวลาก็ได้


คุณจะถอดถอนจากแบบแผนของ negative bonding pattern และจะตั้งค่าตั้งต้นคอมพิวเตอร์ใหม่ได้อย่างไร?


หยุดที่จะพยายามเปลี่ยนแปลงสถานการณ์หรือคนอื่น


รู้ตัวว่าคุณกำลังอยู่ใน bonding pattern และใช้โอกาสนี้ในการเรียนรู้ มองไปที่ pattern มากกว่ามองไปที่ตัวบุคคล มองหาวิธีที่จะเต้นรำไปกับตัวตนเหล่านั้น (dance of the selves)


หาดูสิว่าทำไมถึงไม่ดูแลตัวเองดีพอ แล้วก็ดูแลตัวเองซะ


Negative bonding pattern เกิดขึ้นเมื่อคุณไม่ได้ดูแล inner child ของคุณเอง มันเกิดขึ้นได้อย่างเป็นธรรมดา เหมือนกับการกินข้าว โทรศัพท์หาเพื่อนสนิทที่ทำให้คุณรู้สึกดี ไปนอน กลับไปทำงานที่ควรจะเสร็จให้เสร็จซะ (หรือในทางกลับกันหยุดทำงานและไปทำอะไรที่สนุกๆ แทน)


เรียนรู้เรื่องกำหนดอาณาเขต (set boundaries) คิดดูให้ดีเหมือนเวลาคุณข้ามถนนต้องมองทั้งสองข้างก่อนที่จะพูดว่า "ใช่" หรือ "ไม่" กับใครก็ตาม


เรียนรู้ที่จะตอบสนองคู่ของคุณ มันสำคัญที่จะรู้วิธีพูดกับคนอื่น


ถ้าคุณต้องการความใกล้ชิดสนิทสนม (intimacy) ที่แท้จริงจงเชื่อมโยง (connected) กับคู่ของคุณไว้ เรียนรู้ว่าเมื่อไรที่จะ connect เมื่อไรที่จะไม่ พวกเราเรียกมันว่า “energetics of relationship” ซึ่งจะมีอธิบายในบทความต่อไป


พวกเราเชื่อว่าทุกความสัมพันธ์ (ไม่ใช่แค่ความสัมพันธ์แบบโรแมนติคเท่านั้น) และทุกความท้าทายจากมันนั้นเป็นหนทางแห่งการตระหนักรู้ตนเอง การเติบโตภายใน และอำนาจที่แท้จริง ที่มา https://www.voicedialogue.org/articles/Making_Relationships_Work_For_You.htm

ดู 69 ครั้ง
  • Facebook
  • Instagram
  • Blockdit Primary Icon